ซัดสุดงาม อลาบาซัดสุดงาม-กุนเปิดซิง มาดริดเฮเอลกลาซิโก บุกทุบบาร์ซ่าแซงยืดฝูง

ซัดสุดงาม

ซัดสุดงาม ศึกเอล กลาซิโก นัดแรกของฤดูกาลจบลงด้วยชัยชนะของ เรอัล มาดริด ที่บุกมากำราบ บาร์เซโลน่าได้ถึงคัมป์นู 2-1 โดยได้ประตูจาก ดาวิด อลาบา แล้วก็ ลูคัส บาสเกซ

ซัดสุดงาม ศึกเอล กลาซิโก นัดแรกของฤดูกาลจบลงด้วยชัยชนะของเรอัลมาดริด ที่บุกมากำราบบาร์เซโลน่า ได้ถึงคัมป์นู 2-1 โดยได้ประตูจาก ดาวิด อลาบา แล้วก็ ลูคัส บาสเกซ ส่วนเจ้าถิ่นได้ประตูตีไข่แตกจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ ส่งผลให้ “ราชันชุดขาว”

ขยับขึ้นไปรั้งจ่าฝูงได้สำเร็จ  ศึกลา ลีกา สเปน คู่บิ๊กแมตช์ “เอล กลาซิโก้” ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 ต.ค. 2564 ที่สนามคัมป์ นู ระหว่างบาร์เซโลน่า ทีมอันดับ 7 พบ เรอัลมาดริดทีมอันดับ 3 ของตารางบาร์เซโลน่า ของที่ปรึกษา โรนัลด์ คูมัน

เกมนี้ไม่มีปัญหาการจัดกองทัพเพิ่มเติมแนวรุกส่ง อันซู ฟาติ ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงประสานงานร่วมกับ เมมฟิส เดอปาย รวมทั้ง แซร์จินโญ่ เดสต์ ส่วนเรอัลมาดริด ของ คาร์โล อันเชล็อตติ จัดกองทัพเต็มสูบด้วยเหมือนกัน 3 ประสานใช้คู่หูบราซิเลียนทั้ง โรดรีโก้

รวมทั้ง วินิซิอุส จูเนียร์ ทำเกมริมเส้นสองฝั่งโดยมี คาริม เบนเซม่า เป็นหัวหอกตัวเป้า ซัดสุดงาม ครึ่งแรกเปิดฉากมาเป็นบาร์เซโลน่า เจ้าถิ่น ที่ครองบอลบุกใส่ได้มากกว่า ส่วนเรอัลมาดริด มาเน้นตั้งรับรอจังหวะสวนกลับ

โดยเกมผ่าน 10 นาทีแรกทั้งสองทีมยังไม่มีโอกาสจบสกอร์แม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้น “ราชันชุดขาว” เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้มีโอกาสขึงบุกใส่พักใหญ่ และมาได้ลุ้นจุดโทษ ในนาทีที่ 20 จากจังหวะที่ วินิซิอุส จูเนียร์ กระชากเข้าเขตโทษก่อนจะโดน

ออสการ์ มินเกซ่า กระแทกล้มลงไปแต่ผู้ตัดสินไม่ได้ว่าอะไร เกมเปิดหน้าแลกกันมากขึ้น นาที 25 บาร์ซ่า ได้โอกาสทองเมื่อ เมมฟิส เดอปาย ไหลถวายพานให้ แซร์จินโญ่ เดรสต์ มีเวลาได้ซัดด้วยขวาโล่งๆแต่กลับยิงข้ามคานไปแบบเหลือชื่อ

ซัดสุดงาม เจ้าถิ่นครองบอลได้เหนือกว่าชัดเจน แต่มาโดนทีเด็ดจากจังหวะสวนกลับของเรอัลมาดริด ที่บุกมานำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 32 โรดรีโก้ ไหลบอลให้ ดาวิด อลาบา หลุดมาในเขตโทษแล้วตั้งป้อมกดด้วยซ้ายส่งบอลเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม ข่าวแมนยู

ซัดสุดงาม

 

บาร์เซโลน่าเกมนี้ไม่มีปัญหาการจัดกองทัพ

ซัดสุดงาม ท้ายครึ่งแรก นาที 45 บาร์ซ่า เกือบตามตีเสมอจากจังหวะที่ จอร์ดี้ อัลบา หลุดมาถึงสุดเส้นหลังทางฝั่งซ้ายแล้วปาดเรียดเข้าเขตโทษให้ อันซู ฟาติ แต่งเข้าขวาแล้วกดเน้นๆแต่ไปติดบล็อกของ ดาวิด อลาบา แบบหวุดหวิด

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไมได้ จบครึ่งแรก เรอัลมาดริดบุกมานำบาร์เซโลน่า 1-0 ครึ่งหลัง บาร์ซ่า แก้เกมด้วยการส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลงมาเล่นแทน ออสการ์ มินเกซ่า นาที 49 ได้โอกาสทักทายก่อน

เมมฟิส เดอปาย หลุดไปถึงสุดเส้นหลังแล้วเปิดเรียดมาที่เสาแรกให้ อันซู ฟาติ วางเท้าแปด้วยซ้ายบอลเฉียดเสาแรกออกไปแบบหวุดหวิด มาดริดสวนกลับขึ้นมาบ้าง ซัดสุดงาม นาที 55 แฟร็กล้องด์ เมนดี้ ลากมากดด้วยซ้ายหน้าเขตโทษ

บอลยังพุ่งไปตรงตัวของ มาร์ค อังเดร แตร์ สเตเก้น รับไว้ได้ ทีมเยือนลุ้นต่อเนื่อง ในนาทีที่ 62 คาริม เบนเซม่า ได้โอกาสวอลเลย์ด้วยขวาในเขตโทษแต่บอลพุ่งไปตรงตัวของ สเตเก้น รับเข้าซอง เกมของ บาร์ซ่า ช็อตไปดื้อๆครองบอลบุกใส่มากกว่า

แต่มีปัญหาเรื่องจังหวะสุดท้าย นาที 73 แซร์จินโญ่ เดรสต์ ลากตัดเข้าใน แล้วปั่นด้วยซ้ายบอลข้ามคานไปนิดเดียว โรนัลด์ คูมัน อยู่เฉยไม่ได้ปรับหมากส่ง เซร์คิโอ อเกวโร่ ลงมาเล่นแทน อันซู ฟาติ ในนาทีที่ 74 ก่อนที่ นาทีที่ 85

เจ้าถิ่นได้ลุ้นตีเสมออีกครั้งเมื่อ เมมฟิส เดอปาย เปิดบอลจากกราบซ้ายเข้าเขตโทษให้ เซร์คิโอ เกวโร่ ขึ้นโหม่งแต่บอลยังข้ามคาน เรอัลมาดริดต้องเจอข่าวร้ายบ้าง ในนาทีที่ 87 เมื่อ วินิซิอุส จูเนียร์ มีอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวแล้วเป็น มาร์โก อเซนซิโอ

ที่ถูกส่งลงมาแทน แต่กระนั้นช่วงท้ายเกมทดเวลาบาดเจ็บ นาที 90+4 มาดริดนำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะสวนกลับ มาร์โก อเซนซิโอ อย่างไรก็ตามช่วงทดเจ็บนาที 90+7 บาร์ซ่า ไม่ยอมง่ายๆเมื่อ แซร์จินโญ่ เดรสต์ เปิดยัดเข้าเขตโทษให้ เซร์คิโอ อกเวโร่

ได้สอดมาซัดโล่งๆให้เจ้าถิ่นไล่มาเป็น 1-2 แต่สุดท้ายไล่ไม่ทันทำให้จบเกม เรอัลมาดริดบุกชนะบาร์เซโลน่า 2-1 ขยับขึ้นไปรั้งจ่าฝูงได้สำเร็จ รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีมบาร์เซโลน่า (4-3-3) : มาร์ค อังเดร แตร์ สเตเก้น – ออสการ์ มินเกซ่า (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.46),

เอริก การ์เซีย, เคราร์ด ปีเก้, จอร์ดี้ อัลบา – แฟร้งกี้ เดอ ยอง (แซร์จี้ โรแบร์โต้ น.77), เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, ปาโบล กาบี (ลุค เดอยอง น.77) – แซร์จินโญ่ เดรสต์, อันซู ฟาติ (เซร์คิโอ อเกวโร่ น.74), เมมฟิส เดปาย

ซัดสุดงาม เรอัล มาดริด (4-3-3) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ลูคัส บาสเกซ, เอแดร์ มิลเตา, ดาวิด อลาบา, แฟร็กล้องด์ เมนดี้ – โทนี่ โครส, กาเซมิโร่, ลูก้า โมดริช – โรดรีโก้ (เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ น.72), คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์ส (มาร์โก อเซนซิโอ น.87) โด้อีกแล้ว